The Hunt (2016)
The Hunt (2016) เกมล่า
#ปีนรั้วรีวิว #Thriller #Action Director: Lee Woo-Chul
ยายคนนึงที่สูญเสีย จุงฮยอน ลูกชายจากเหตุการณ์เหมืองถล่มทำให้คนงานเสียชีวิตมากมาย จนกลายเป็นเรื่องใหญ่และเศร้าสลดของเมืองเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่แกเดินกลับจากการไปเคารพวิญญาณลูกชายในเหมืองเก่า ก็บังเอิญได้พบกับหินก้อนเล็กๆสีเหลืองและด้วยความเข้าใจว่ามันคือทองคำ จึงตัดสินใจแจ้งให้ ดองกึน (Jin-woong Jo) นายตำรวจท้องที่ขึ้นมาตรวจสอบ แต่กลายเป็นว่าแทนที่ ดองกึน จะตอบยายไปตรงๆว่าหินที่พบมันคือทองจริงๆ เขากลับโกหกว่าไม่ใช่แล้วยังพาพรรคพวกขึ้นมาสำรวจพื้นที่ในวันถัดมา แต่ยังไม่ทันที่ ดองกึน และพวกจะฉลองความสำเร็จในการค้นพบแหล่งทองคำขนาดใหญ่ ยายแก่ก็ผ่านมาได้ยินพอดีและจัดการด่าพวกนักล่าสมบัติไปชุดใหญ่
การโกหกคำโตเรื่องทองเมื่อวานมันกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยไปเลย เมื่อกลุ่มนักล่าทองคำเป็นสาเหตุทำให้ยายพลัดตกเขาในขณะที่กำลังโต้เถียงกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่ามาถูกมองผ่านสายตาของ กีซุง (Sung-Ki Ahn) พรานแก่คนหนึ่งที่ในอดีตเขาก็คือหัวหน้าคนงานเหมืองบนเขาแห่งนั้น แต่ยังไม่ทันที่ กีซุง จะเข้าไปช่วยยายก็ได้ยินเสียงจาก ยางซุน (Ye-ri Han) หลานสาวตะโกนเรียกหายายเสียก่อน และเสียงที่ว่าก็ไม่ใช่แค่ กีซุง คนเดียวที่ได้ยินเมื่อนักล่าทองทั้งหมดตัดสินใจแล้วว่า คงจะต้องปิดปากคนทั้งหมดเสียก่อนที่ทองก็จะไม่ได้…แถมยังต้องเดินเข้าคุกกันหมดทุกคน

หนังที่ตอนได้เห็นตัวอย่างแล้วมันดึงดูดให้อยากดู แล้วก็คิดว่ามันน่าจะสนุกกับฉากการไล่ล่าในป่านะ ซึ่งพอได้ดูจริงๆก็ยอมรับแหละว่าการต่อสู้เอาตัวรอดของ กีซุงและยางซุน มันก็สนุกและชวนเราติดตามไปด้วยได้ เพียงแต่ว่าเนื้อหาด้านอื่นๆของหนังมันเบาไปหมด จริงๆมันก็มีปมเรื่องราวที่ซับซ้อนประมาณหนึ่งนะ แต่ไม่รู้ทำไมหนังเล่าออกมาได้ไม่น่าสนใจพอ ทั้งที่ซับพล็อตก็มีประเด็นปมเรื่องราวที่เข้มข้นพอสมควร อย่างแรกก็คือเรื่องราวการเอาชีวิตรอดออกมาจากเหมืองของ กีซุง ที่ตัวเขาเองก็มีความรู้สึกผิดติดค้างอยู่ในใจ และที่สำคัญแม้เขาจะรู้สึกผิดกลับสิ่งที่กระทำแต่เขากลับ ถูกใจ และติดใจ เมื่อได้ลิ้มรสสิ่งที่ตัวเองทำผิดลงไปแล้ว

อย่างที่สองก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับตัว จุงฮยอน เองเกี่ยวกับปมครอบครัว ที่มันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปถึงปมชีวิตของ กีซุง และคนอื่นๆในครอบครัวซึ่งมันถูกเก็บเป็นความลับเอาไว้ เรื่องราวทั้งหมดที่ว่ามากลับถูกตัดสลับเล่าอย่างง่ายๆ ให้เรารู้ถึงที่มาที่ไปของตัวละครเท่านั้น แต่เราไม่รู้สึกอิน คล้อยตาม หรือสนุก ไปกับเนื้อเรื่องของหนังได้เลย อย่างที่บอกไปก็คือ
หนังสอบผ่านในฉากแอคชั่นการไล่ล่าเท่านั้นเอง แต่ถึงจะชมว่าฉากไล่ล่าทำได้ดีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติเลยนะ เพราะว่าเอาจริงมันก็ยังมีสิ่งน่าขัดใจอยู่พอสมควร ซึ่งก็เป็นฉากคลาสสิกที่เห็นได้ในหนังแอคชั่นทั่วไปนั่นแหละ กับการที่ตัวละครถือปืนขู่ฝ่ายตรงข้ามแล้วก็บ้าน้ำลายพ่นคำพูดซะยืดยาว จนสุดท้ายอีกฝ่ายก็หาทางหนีเอาตัวรอดไปจนได้ สมัยก่อนเวลาเห็นฉากแบบนี้ในหนังก็ไม่เคยคิดอะไรนะ….แต่เดี๋ยวนี้ทำไมขำก็ไม่รู้ เวลาเดาถูกว่ามันต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่ๆ 555
สรุปแล้ว The Hunt (2016) เป็นหนังที่ดูเอาเพลินๆกับฉากไล่ล่าพอได้นะ แต่อย่าไปคาดหวังสูงว่าจะงานดีแบบหนังทริลเลอร์เกาหลีแบบพิมพ์นิยมเรื่องดังๆที่เคยดูกันมา
#MovieReview #รีวิวหนัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น