The Brightest Roof in the Universe (2020) หลังคาที่สว่างไสวในจักรวาล
#ปีนรั้วรีวิว #Family Director: Michihito Fujii หนังเล่าเรื่องราวของ สึบาเมะ โออิชิ (คายะ คิโยฮาระ) นักเรียนมัธยมปลาย เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงที่กำลังตั้งท้อง สึบาเมะ มักจะแอบขึ้นไปนั่งเขียนจดหมายสารภาพความในใจถึง โทรุ อาซากุระ (เคนทาโร่ อิโตะ) เด็กหนุ่มนักดนตรีเพื่อนบ้าน บนดาดฟ้าของโรงเรียนสอนประดิษฐ์อักษรและวาดพู่กัน แต่ถึง สึบาเมะ จะเขียนมากมายหลายฉบับแค่ไหน เธอก็ไม่กล้าส่งให้เขาสักครั้ง จนในวันหนึ่งเธออดใจไม่ไหวเอาไปใส่ไว้ในตู้จดหมายหน้าบ้านของเขา แล้วในเช้าวันถัดไปแม้ สึบาเมะ จะเปลี่ยนใจก็ไม่ทันการ เมื่อจดหมายฉบับนั้นมันได้หายไปจากตู้แล้ว ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เลยออกอาการทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้า โทรุแล้วในค่ำวันหนึ่งที่ สึบาเมะ แอบขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกครั้ง เธอก็ได้พบกับคุณยายท่าทางประหลาดคนหนึ่ง ซึ่งมาขอให้เธอช่วยสอนเล่นสกู๊ตเตอร์ แต่ภาพที่ สึบาเมะ เห็นมันทำให้เธอประหลาดใจกว่าท่าทางแปลก ๆ ก็คือ ยายคนนี้ดันไถสกู๊ตเตอร์ลอยขึ้นไปบนฟ้าได้ ก่อนที่คุณยายจะเฉลยว่าเธอคือ ยายโฮชิ ยายแก่ที่สามารถเหาะขึ้นไปบนฟ้า และสามารถดลบันดาลอะไรได้หลายสิ่ง แม้ สึบาเมะ จะตกใจไม่น้อยแต่เธอก็ยอมรับข้อตกลงเอาของกินมาให้กับยายโฮชิ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า ถ้ายายมีพลังวิเศษจริงก็ขอให้เอาจดหมายรักฉบับนั้น กลับมาคืนเธอเป็นการแลกเปลี่ยน
หนังญี่ปุ่นที่ขณะดูทำให้ผมนึกย้อนไปถึงหนังเรื่อง Starry Starry Night หนังไต้หวันปี 2011 คือเนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันหรอกครับ แต่ด้วยความที่เนื้อหาพูดถึงปัญหาครอบครัวเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ Starry Starry Night พูดถึงการก้าวสู่ช่วงวัยรุ่น ในขณะเดียวกับการเผชิญปัญหาครอบครัวและต้องก้าวข้ามปัญหาของผู้ใหญ่ ส่วน The Brightest Roof in the Universe เรื่องนี้พูดถึงการหาความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ของวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองอาจเป็นคนนอก เมื่อพ่อหรือแม่มีครอบครัวใหม่ หนังมีความแฟนตาซี แล้วก็มีการใส่งานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนทำให้หนังมีความน่าสนใจมากขึ้น ธีมหนังก็ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เลยทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึง Starry Starry Night แล้วผลลัพธ์ของทั้งสองเรื่องก็ถือว่าออกมาดีเลยล่ะครับ
เด็กมัธยมปลายที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่าง สึบาเมะ ทั้งการมีความรักครั้งแรก ทั้งความสัมพันธ์กับเพื่อนในโรงเรียน มันก็ชวนวุ่นวายใจพอแล้ว ตอนนี้ในบ้านของเธอก็กำลังจะได้ตอนรับสมาชิกใหม่ เพราะแม่เลี้ยงของเธอกำลังตั้งท้อง สึบาเมะ เลยมีคำถามกับตัวเองว่าเธอจะยังเป็นสมาชิกในครอบครัวนี้อยู่หรือเปล่า เมื่อพ่อและแม่เลี้ยงกำลังจะให้กำเนิดลูกคนใหม่ ที่เป็นสายเลือดของพวกเขาโดยตรง
The Brightest Roof in the Universe เรื่องนี้ จึงเป็นหนังพูดถึงความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ผ่านการเปรียบเปรยถึงหลังคาบ้าน เมื่อเวลาเรามองจากบนที่สูงลงไป เราจะเห็นเพียงแค่หลังคาบ้านแต่ละหลังเรียงราย
แต่เราไม่เห็นเลยว่าภายใต้หลังคานั้น แต่ละครอบครัวมีความสัมพันธ์เป็นยังไงบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ คนที่อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันนั้นล้วนเป็นคนในครอบครัว ไม่ว่าจะผ่านทางสายเลือดหรือแม้แต่ไม่ใช่ก็ตามที เพราะคำว่าครอบครัวมันไม่เสมอไปว่าจะต้องมีความเกี่ยวพันกันทางลายเลือด ก็เหมือนที่ ยายโฮชิ พูดให้ สึบาเมะ ฟังถึงคนสองคนที่ต่างที่มา ที่ตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดมาก่อน แม้คำว่าครอบครัวมันจะไม่เสมอไปว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่การใช้ชีวิตใต้ชายคาเดียวกันมันก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงความหมายของคำว่าครอบครัวได้
นอกจากจะสื่อสารถึงคำว่าครอบครัวผ่านตัวละคร สึบาเมะ แล้ว ตัวละครอย่าง โทรุ ก็มีส่วนช่วยขยายเนื้อหาในส่วนนี้ ผ่านเรื่องราวปมดราม่าความสัมพันธ์ระหว่าง อิสุมิ พี่สาวที่หน้ามืดตามัวหลงผู้ชายไม่ดี กับ โทรุ และครอบครัวที่พยายามเตือนสติ ดึงรั้งเอาไว้ไม่ให้พี่สาวตัดสินใจผิดพลาด
ส่วน ยายโฮชิ ตัวละครหลักอีกคนหนึ่ง ในส่วนนี้ผมไม่แน่ใจนะครับว่า ยายโฮชิ แกเป็นตำนานความเชื่ออะไรของคนญี่ปุ่นเขาหรือเปล่า เพราะในตอนแรกที่ สึบาเมะ เห็นแกขี่สกูตเตอร์บินได้ ก็เอ่ยชื่อออกมาเหมือนรู้จักแกมาก่อน ก่อนยายโฮชิจะแนะนำตัวเสียอีก เนื้อหาในส่วนของยายโฮชิ นอกจากจะทำหน้าที่เหมือนผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ สึบาเมะแล้ว ดราม่าของแกเองก็มีเรื่องของครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน
เป็นหนังที่อาจไม่สนุกหรือมีมุมที่ให้ความบันเทิงมากนัก แต่ก็ให้แง่คิดมุมมองดี ๆ ในเรื่องพื้นฐานอย่างครอบครัวที่ใกล้ตัวคนเรา ไม่ว่าจะครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกันแล้วเขาสร้างครอบครัวใหม่ ที่วันหนึ่งตัวเองอาจจะกลายเป็นสมาชิกครอบครัว ที่ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดน้อยที่สุด ความห่วงใยกันระหว่างคนในครอบครัว ที่อาจไม่เข้าใจหรือมีความเห็นไม่ลงรอยกัน แล้วก็เรื่องของผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่แก่แล้วแก่เลย แต่มุมมองต่อเรื่องราวที่เขาเคยผ่านมาก่อน มันก็ยังมีคุณค่าในการพูดคุยและรับฟัง (อันนี้ก็ไม่เสมอไปนะอยู่ที่ว่าคนแก่แบบไหนด้วย)
ในช่วงท้ายรีวิวผมขอสรุปถึงหนัง The Brightest Roof in the Universe ปี 2020 ว่า เป็นหนังที่ดูเอาสาระได้แต่ความบันเทิงอาจไม่มาก ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าเป็นหนังอาร์ตนอกกระแส การเล่าเรื่องยังย่อยง่ายถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา งานภาพสวยดูดีเลยล่ะด้วยความที่ผสมความแฟนตาซีลงไปอย่างพอเหมาะ หนังคุมอารมณ์ผู้ชมโดยใช้โทนสีฟ้าเลยค่อนข้างให้บรรยากาศอบอุ่น สบายใจตลอดทั้งเรื่อง ถือว่าเป็นหนังที่พูดถึงปัญหาครอบครัว ออกมาในแง่มุมที่ดีน่ารักเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น